http://elibrary.nfe.go.th/linkbanner/banner_readfornation.jpg
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความเหมือนที่แตกต่าง: อุทยานการเรียนรู้กับแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

อมรา ปฐภิญโญบูรณ์ ๒๕๔๘

 

          นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ปี 2548 เป็นต้นมา หลายคนคงเคยได้ยินการเปิดตัวของแหล่งการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง จากภาพทางสื่อมวลชน หลายคนตื่นตากับแนวคิด และรูปลักษณะที่ทันสมัยของอุทยานการเรียนรู้ หรือที่นิยมเรียกขานตามภาษานิยมในหมู่วัยรุ่น ในชื่อย่อภาษาอังกฤษ “TKpark” อันเป็นคำย่อจาก Thailand Knowledge Park ในฐานะองค์กรหนึ่งในสำนักงานที่รัฐบาลประกาศจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อศึกษา วิจัย พัฒนาและปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้สาธารณะของคนไทยในยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้

          อันที่จริงคำว่า “อุทยานการเรียนรู้” เป็นคำชินหู โดยเฉพาะในหมู่นักการศึกษา ที่มีความไพเราะ และทำให้มองเห็นภาพว่าคงหมายถึง บรรยากาศที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้ และเมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับล่าสุดได้มีประกาศ เพื่อปฏิรูปกระบวนการจัดการศึกษา และส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาขีดความสามารถตามศักยภาพ ดังที่ทราบ และได้ประจักษ์ถึงผลการประกาศใช้ พรบ.ฉบับนี้ไปแล้ว ได้มีการระบุถึงการจัดการศึกษาว่าด้วยการส่งเสริมให้มีแหล่งการเรียนรู้ที่มีมากกว่าในรั้วโรงเรียน และอาจรวมถึงศูนย์วิชาการ และสถาบันวิทยาการทั้งที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาโดยตรง หรือเพื่อส่งเสริมและนำไปเกี่ยวกับการศึกษา อยู่บ้าง รวมทั้งที่มีการจัดตั้ง และที่มีอยู่เพื่อการเรียนรู้ ตั้งแต่พิพิธภัณฑสถาน ศูนย์วัฒนธรรม หอสมุดแห่งชาติ ศูนย์ข้อมูลต่างๆ และศูนย์การแสดงออก เช่นสวนสาธารณะที่เปิดให้คนไปใช้บริการ สวนพฤกษาศาสตร์ เพื่อการค้นคว้า ตลอดจนหอศิลป์ อุทยานวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

          ในช่วงที่มีการจัดทำรายละเอียด พรบ. ดังกล่าว แหล่งการเรียนรู้ประเภทต่างๆ ได้พยายามรวมตัว เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้สาธารณะขึ้น แต่ดูเหมือนว่าระบบและงบประมาณยังไม่เปิดทางให้มีการระดมแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ หรือพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การจัดการศึกษา มีเพียงการสัมมนา แลกเปลี่ยนความรู้ และแปลเอกสาร รวมทั้งการศึกษาดูงาน เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบของแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ และโยงไปสู่การจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งๆ ที่แหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็มีลูกค้าจากการศึกษาในระบบ โดยย่อ คือ การพัฒนาและความพยายามในการรวมตัวของแหล่งการเรียนรู้ยังไม่สามารถยกระดับเข้าสู่ “สังคมการเรียนรู้”

          รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนากำลังของคนไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ได้เล็งเห็นความจำเป็นการจัดการความรู้ของแหล่งการเรียนรู้ทั้งที่มีอยู่ และพัฒนาอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสการปฏิรูปการศึกษาอีกทาง จึงได้ประกาศจัดตั้งองค์การมหาชน ชื่อว่า “สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้” (สบร.) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า the Office of Knowledge Management and Development หรือย่อว่า OKMD โดยมีหน่วยงานเฉพาะด้านอีก 7 หน่วยในกำกับ บางแห่งเป็นหน่วยศึกษา วิจัยและพัฒนาความรู้เพื่อการสร้างคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจ  เช่น งานออกแบบ เรียกว่า “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative Design Centre: TCDC)” งานวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อความเป็นเลิศและพร้อมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ (TECESEL) งานสรรหาและพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความเป็นเลิศด้านต่างๆ (Thai Gifted & Talented) โดยไม่ลืมการพัฒนาแนวทางการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รวมทั้งการพัฒนาสื่อและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนโต ตามพัฒนาการของสมอง ที่เรียกว่า สถาบันวิทยาการการเรียนรู้ (Brain-based Learning Centre) แล้วยังมีอีก 3 หน่วยงานเฉพาะด้าน ที่ดำเนินงานด้านประวัติศาสตร์และรากฐานความเป็นคนไทยในรูปของ “พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้” การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (National Information Communication and Technologyหรือ NICT) และอุทยานการเรียนรู้ ซึ่งเน้นการส่งเสริมและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้เป็นหลักสำคัญประการหนึ่ง หน่วยงาน 3 หน่วยหลังค่อนข้างเน้นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และจัดสร้าง “แหล่งการเรียนรู้” อีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากที่มีระบุใน พรบ.

          ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะ อุทยานการเรียนรู้ ซึ่งได้เปิดตัว “ต้นแบบ” และกำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลายคนสงสัยว่าอุทยานการเรียนรู้เป็นห้องสมุดใช่หรือมั้ย? เพราะ “ต้นแบบ” มีภาพที่หลายคนจำได้ว่าเป็นชั้นหนังสือ และมีเด็กไปนั่งอ่านหนังสือในอิริยาบถต่างๆ หรือเป็นแหล่งทำกิจกรรม เพราะเห็นข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมแทบทุกวัน หรือเป็นห้องฉายภาพยนตร์ และแสดงภาพเทคโนโลยีสมัยใหม่ แบบห้องภาพยนตร์เสมือนจริง ที่ดูคล้ายห้องเกม แต่ดูขึงขังกว่าร้านเกม สิ่งเหล่าทำให้หลายคนสงสัยว่า อุทยานการเรียนรู้ คืออะไร? ทำอะไร?กันแน

          ดร. สิริกร มณีรินทร์ ประธานกรรมการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้คนแรก กล่าวรายงานอดีตนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในวันเปิดตัวต้นแบบ และเล่าผ่านสื่อหลายทาง รวมทั้งสาระสำคัญในคำกล่าวรายงาน พิธีเปิดอุทยานการรเยนรู้ต้นแบบ (24 มกราคม 2548) ว่า

“อุทยานการเรียนรู้” เป็นอีกทางเลือกของการเรียนรู้ เป็นแหล่งรวมความรู้ที่เสริมสร้างพลังของจินตนาการ ตามที่ทีเคพาร์คใช้เป็นแนวคิดคือ “หนังสือ+ดนตรี+กิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ+สื่อมัลติมีเดีย+เทคโนโลยี= จินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด” (Books+Music+Workshop+Multimedia+ICT= Empowered Imagination) เป็นพื้นที่อีกแห่งที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กไทย เป็น “พื้นที่มั่วสุมทางปัญญาในทางสร้างสรรค์” ซึ่งสาระความรู้ที่อยู่ในความสนใจและ “โดนใจ” วัยรุ่น ในรูปของสื่อหลากหลาย ไม่ว่าสิ่งพิมพ์ หนังสือ เพลง ดนตรี เรื่องราวที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้คน และแสดงออกในรูปของกิจกรรม โปรแกรมการศึกษา การลงมือทำเอง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และความเข้าใจของแต่ละบุคคล

 
ลักษณะสำคัญๆ ของอุทยานการเรียนรู้

          1) ห้องสมุด/ศูนย์ข้อมูล (Database & IT Centre) ห้องสมุดสื่อ (Mediatheque) สื่อการเรียนการสอน AV& Instructional Resource Centre) สื่อสารมวลชนเพื่อการศึกษา (Mass Media) สื่อเทคโนโลยีทางการศึกษา (Ed ‘al Technology) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การเรียนทางไกล e-Book, e-Learning, e-Education
          2) พิพิธภัณฑสถาน (Museums) ศูนย์สร้างสรรค์ (Creative Centre) พิพิธภัณฑ์เด็กและศูนย์วิทยาศาสตร์ (Discovery Centre) อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science Parks) สวนสัตว์ (Zoos) สวนพฤกษาศาสตร์ สวนธรณีวิทยา สวนน้ำ (Natural history and Botanical Garden/Aquarium etc.)
          3) ลานโล่ง (Open space)  เวทีแสดงกลางแจ้ง(Amphitheatre) ศูนย์วัฒนธรรม (Arts  and Cultural Centre) โรงละคร (Performing Art Theatre) ศูนย์จัดแสดงผลงาน นิทรรศการ และการจัดกิจกรรมเฉพาะเรื่อง (Exhibition & Gallery) ศูนย์กีฬาและเยาวชน ศูนย์เด็กเล็ก สนามกีฬา ลานออกกำลังกาย

 

ใช้การอ่านเพื่อเป็นวิธีการในการแสวงหาและสร้างความรู้ความเข้าใจ
เพื่อพัฒนาความคิด พัฒนาปัญญา และพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยไม่สิ้นสุด

 

          อุทยานการเรียนรู้มีภารกิจที่ไม่ซ้ำซ้อนกับภารกิจการจัดการศึกษาและการส่งเสริมวัฒนธรรมของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่มีการดำเนินอยู่แล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มคุณค่าและเสริมความแข็งแกร่ง (Strengthening) ในส่วนที่หน่วยงานตามระบบไม่สามารถดำเนินการได้ โดยการเปรียบเทียบลักษณะของอุทยานการเรียนรู้กับแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตในลักษณะเดิมแสดงให้เห็นว่าอุทยานการเรียนรู้ต่างจากแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบเดิม  ดังนี้:

 

การเปรียบเทียบอุทยานการเรียนรู้ กับแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

อุทยานการเรียนรู้
- กลไกในการส่งเสริม/ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้เพื่ออนาคต
- เน้นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านด้วยการปลุกหนังสือให้มีชีวิต
- เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก
- บริหารจัดการแนวใหม่ เชิงรุก ใช้การตลาดและกลุ่มผู้รับบริการเป็นหลัก

VS
แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- ส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะด้าน เริ่มจากอดีต - ปัจจุบัน  
- ส่วนใหญ่ยกเว้น ห้องสมุด ใช้การอ่านเป็นเพียงส่วนประกอบ ในการใช้บริการ
- เปิดกว้างสำหรับกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม
- บริหาร จัดการแบบตั้งรับ
 
 
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สงวนสิทธิ์ 2537 Agreements

จำนวนผู้เข้าชม 0000354853