http://elibrary.nfe.go.th/linkbanner/banner_readfornation.jpg
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

     
  ผ้าไหมแพรวา  
     
 
 
 
 

ผ้าไหมแพรวา

 

บทนำ

ผ้าแพรวา หรือ ผ้าไหมแพรวา นั้นเชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินคำนี้เนื่องจากผ้าไหมแพรวานั้นมีซื่อเสียงโด่งดัง จนได้รับคำกล่าวชมยกย่องให้เป็น ราชินีแห่งไหม และยัง ถือเป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนที่ได้สร้างสรรค์เอาไว้ด้วยภูมปัญญา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรม ประเพณี คติ ความเชื่อ ตลอดจนความต้องการด้านประโยชน์ใช้สอยในการดำเนินชีวิตเป็นผ้าทอที่มีสีสันลวดลายอันวิจิตรงดงาม กรรมวิธีการทอ ต้องใช้ความประณีตและระยะเวลาในการทอนานนับเดือน ผ้าแพรวา นับเป็นหัตถศิลป์ ที่ทรงคุณค่าของชาวผู้ไท บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับไว้ในโครงการศิลปาชีพและได้รับการพัฒนาผ้าแพรวาให้มีความงดงาม มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าจึงจัดทำโครงงานเรื่องผ้าไหมแพรวา ขึ้นมาเพื่อมุ่งเน้นให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรื่องประวัติความเป็นมาของผ้าไหมแพรวา ว่ากว่าจะมาเป็นผ้าไหมแพรวานั้นต้องผ่านวิธีขั้นตอนที่หลากหลายที่อาศัยความประณีตวิจิตรศิลป์ที่ลุ่มสตรีทอผ้าบ้านโพนได้ทอขึ้นมาประกอบด้วยลวดลายอันสวยสดงดงาม จังหวัดกาฬสินธุ์. (2552). แพรวา ราชินีแห่งไหม. กาฬสินธุ์: กาฬสินธุ์การพิมพ์.

วัตถุประสงค์

1.     ความเป็นมาของชาวภูไทหรือผู้ไทย

2.     เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของผ้าไหมแพรวา

3.     เพื่อศึกษาวิธีการเลี้ยงไหม

4.     เพื่อศึกษาวิธีการสาวไหม

5.     เพื่อศึกษาวิธีการตีเกลียว

6.     เพื่อศึกษาวิธีขั้นตอนการย้อมไหม

7.     เพื่อศึกษาวิธีการทอผ้าไหมแพรวา

8.     เพื่อศึกษาลวดลายของผ้าไหมแพรวา

9.     เพื่อศึกษาการใช้ผ้าไหมในประเพณีต่างๆ

คำสำคัญ การทอ ผ้าไหม

gh

ความเป็นมาของชาวภูไทหรือผู้ไทย

ปัจจุบันคนชนชาติ ภูไทหรือผู้ไทย อาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศจีน ลาว พม่า เวียดนามและไทย เป็นจำนวนมากยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีและเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ การแต่งงกาย ดนตรี และภาษาพูด ไว้เช่นในอดีตอย่างเดียวกันกำเนิดคำว่า ภูไท หรือผู้ไทย หรือคนไต ทั้ง 3คำนี้ เป็นคนที่มีความหมายเดียวกันเป็นคนที่ใช้เรียกคนชนชาติเดียวกัน www.putairenu.com ชาวผู้ไทยบ้านโพน อำเภอคำม่วง เป็นกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษของชาวผู้ไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่น มีอัธยาศัยอันดี อ่อนน้อมถ่อมตน มีความเอื้ออารีต่อบุคคลอื่นๆ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ต่อกัน มีความรักสามัคคี หากจะทำการใดก็ทำโดยความพร้อมเพรียงกัน ทั้งยังมีความมุ่งมั่นในการรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของตน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นผู้ไทยติดตัวไปตลอดโดยเฉพาะการใช้ภาษาผู้ไทยซึ่งใช้พูดในชีวิตประจำวันทุกเพศทุกวัย การแต่งกายของผู้ชายผู้ไทยในเวลาปกติจะนุ่งกางเกงแขบ และซ่งหัวฮูด (กางเกงที่เอวมีหูรูด) สวมเสื้อยาวอย่างญวน แต่ปัจจุบันผู้ชายผู้ไทยแต่งกายแต่งกายเหมือนชาวอีสานทั่วไปเหมือนทั้งทรงผมด้วย ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงผู้ไทยในเวลาปกติ ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อแขนยาวอย่างญวน นิยมไว้ผมยาว ถ้าผู้หญิงไม่มีสามีจะเกล้าผมมวยต่ำถ้ามีสามีแล้วจะเกล้าผมมวยสูง สำหรับผ้านุ่งนิยมใช้ผ้าซิ่นสีดำ ที่ชาวผู้ไทยนิยมเรียกว่าผ้าซิ่นดำปึกถ้าเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานมักนิยมทำผ้าไหมที่มีลวดลายยาวมาต่อที่ตีนซิ่น เรียกว่า ซิ่นทิวไหมสำหรับผู้หญิงชาวผู้ไทยที่เข้าสู่วัยชรา คืออายุตั่งแต่50ปีขึ้นไป นิยมนุ่งผ้าซิ่นที่เป็นผ้าไหมสีดำค่อนข้างมืดแต่ในปัจจุบัน การแต่งกายของชาวผู้ไทยบ้านโพนส่วนใหญ่จะแต่งกายเหมือนชาวอีสานทั่วไป การทอผ้าแพรวา ถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของเพศหญิง เมื่อเริ่มมีอายุ 7-8 ขวบ เด็กหญิงจะถูกแม่เฒ่าสอนให้ทอผ้าเป็น โดยทั่วไปผู้หญิงจะเรียนรู้การทอผ้า หัดทำทุกอย่างเกี่ยวกับการทอผ้านับตั้งแต่ เข็มฝ้าย อิ้วฝ้าย กวักด้าย สืบค้น คอยสอนความสำคัญของการทอผ้ากับความเป็นผู้หญิงในหมู่บ้านผู้ไทย เห็นได้ชัดจากคำบอกคำสอนของคนแก่ในหมู่บ้านที่ว่า ต่ำฮุมิเป็นแจ ต่ำฮุมิเป็นฝากะตาดต้อน เลี้ยงหม้อมิรู้จักโตลุกโตนอน มิเป็นตาเอาโผ” (อ่านเป็นภาษาภูไทยหรือชาวผู้ไทย) ซึ่งหมายความว่า หญิงคนใดทอผ้ายังไม่เป็นมุมเป็นเหลี่ยม แม้แต่ทำให้เหมือนฝากะตาดต้อนที่สานด้วยไม้ไผ่ขัดกันห่างๆยังทำไม่เป็น และเลี้ยงตัวไหมยังไม่รู้ตัวลุกตัวนอนหรือตัวหลับตัวตื่น ก็ยังไม่สมควรที่จะแต่งงาน ซึ่งสาวผู้ไทยทุกคนก่อนจะแต่งงานต้องทอผ้าไหมแพรวาเป็น ซึ่งแต่ละครัวเรือนจะมีผ้าแซ่วเก็บไว้ครัวเรือนละ 1 ผืน เพื่อนำผ้าแซ่วนั้นมาใช้เป็นแม่แบบในการประดิษฐ์ลายผ้าแซ่วของแต่ละครัวเรือนมีจำนวนลายมากน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของบรรพบุรุษของแต่ละครัวเรือน สตรีผู้เป็นบรรพบุรุษที่เคยทอผ้าแพรวาก็จะประดิษฐ์ลายรวมเข้าไว้ในผืนผ้าแซ่ว แล้วมอบเป็นมรดกแก่สตรีที่เป็นลูกหลานใช้เป็นแม่แบบสืบทอดต่อกันมาเรื่อยๆ เมื่อสตรีที่ได้รับการถ่ายทอดมีความสามารถในการออกแบบลวดลายเพิ่มก็จะทอลายนั้นต่อเติมจากเดิม ผ้าไหมแพรวาจึงเป็นศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นบ้านของชาวผู้ไทย ที่ควรได้รับการอนุรักษ์และส่งเสริมด้านเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวไม่ซ้ำกับการสิ่งทอใดๆด้วยลวดลายสีสันที่วิจิตรแปลกสะดุดตา โดยกรรมวิธีการเก็บลายหรือเก็บขิดแบบจก ประกอบการเลือกใช้เส้นไหมน้อยหรือเส้นไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน จึงนับว่าว่าเป็นของดีมีค่า แม้ว่าในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังไม่สามารถเลียนแบบให้เสมอเหมือนได้ เนื่องจาดผ้าไหมแพรวาเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายไปตลอดทั้งผืน ซึ่งการทอและการประดิษฐ์ลวดลายเป็นลำดับขั้นตอนสำคัญในการทอผ้าไหมแพรวา เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้เส้นไหมสีต่างๆที่เตรียมไว้นั้น ถัก ทอ สานกันเป็นผ้าที่มีลวดลายตามที่ผู้ทอต้องการ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้นำเอาความพิเศษของผ้าไหมแพรวานี้ มาเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเผยแพร่ชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักทั่วไปอย่างกว้างขวางโดยใช้ในเอกลักษณ์เป็นคำขวัญผสมผสานกับเอกลักษณ์อย่างอื่นที่มีในจังหวัด ทำให้คนที่ได้อ่านคำขวัญของจังหวัดกาฬสินธุ์มองเห็นภาพตามจินตนาการว่าเป็นจังหวัดที่มีความพิเศษหลายด้านและนำไปสู่การดึงดูดคนให้มาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมจังหวัดกาฬสินธุ์

ความหมายของผ้าไหมแพรวา

ผ้าแพรวา เป็นชื่อที่ชาวอีสานทั่วไปเรียกผ้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไท ซึ่งใช้ในโอกาสที่มีงานเทศกาลบุญประเพณี หรืองานสำคัญอื่นๆ ผ้าแพรวา มีความหมายตามรูปศัพท์ ซึ่งเป็นคำผสมระหว่าง คำมูล 3 คำ คือ

  ผ้า หมายถึง วัสดุอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผืน ได้จากการเอาเส้นใยของ ฝ้าย ไหม ป่าน ปอ ซึ่งผ่านกรรมวิธีหลายอย่างเป็นต้นว่า การปั่นเส้นใยทำเป็นเส้นด้าย ย้อมสี ฟอกสี การฟั่นเกลียวการเคลือบผิว แล้วนำมาทอเข้าด้วยกันให้เป็นผืนมีขนาดความกว้าง ความยาวแตกต่างกันตามความต้องการใช้สอยประโยชน์ เมื่อทอเสร็จเป็นผืนแล้ว จะเรียกชื่อต่างกันไปตามชื่อวัสดีที่นำมาใช้ถักทอ เช่น ถ้าทอจากใยฝ้าย เรียกว่าผ้าฝ้ายหรือถ้าทอจากเส้นใยไหม เรียกว่า ผ้าไหม

  แพร หรือ แพ (ภาษาอีสาน) หมายถึง ผ้าที่ยังไม่ได้แปรรูปให้เป็นซ่ง หรือ(กางเกง) คือ ยังมีลักษณะเป็นผ้าผืนที่เสร็จจากการทอ มักเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามลักษณะวัสดุที่ใช้ เช่น แพรไหม (แพไหม) แพรฝ้าย (แพฝ้าย)

  วา หมายถึง มาตราวัดความยาวอย่างหนึ่งได้จากการกางแขนทั้งสองแขนออกไปจนสุด แล้วทาบกับสิ่งที่ต้องการจะวัดขนาดความยาวด้วยการทาบลงไปให้แขนตรงเป้นเส้นขนาน ทำอย่างนี้แต่ละครั้ง เรียกว่า 1 วา (ต่อมาปรับปรุงมาตราวัดนี้ใหม่ว่า 1 วา มีขนาดเท่ากับ 4 ศอก

 

การเลี้ยงไหม

วงจรชีวิตของไหมหรือหนอนไหมใช้เวลาประมาณ 45 - 52 วัน หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า ไหมนอนต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า ไหมตื่นลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า หนอนสุกช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม จ่อคืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้มตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหมออกจากจ่อได้ เส้นใยของหนอนเกิดจากการขับของเหลวชนิดหนึ่ง มีสารโปร่งแสงเป็นองค์ประกอบ ใยไหมที่เห็นแต่ละเส้นจะประกอบด้วยเส้นใยเล็กๆ สองเส้นรวมกัน สามารถฉีกแยกออกจากกันได้ ทั้งนี้รังไหมแต่ละรังจะให้สายไหมที่มีขนาดแตกต่างกัน ชั้นนอกสุดของรังจะมีความละเอียดพอสมควร ชั้นกลางจะเป็นเส้นหยาบและชั้นในสุดจะเป็นเส้นไหมที่ละเอียดที่สุด ซึ่งหนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 - 1,200 หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ซึ่งผู้เลี้ยงจะคัดไหมที่สมบูรณ์ไว้ทำพันธุ์ ส่วนที่เหลือนำไปสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมา ซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหม

การสาวไหม

เมื่อได้รับไหมสดจะต้องนำไปอบให้แห้ง จากนั้นนำไหมที่อบแห้งไปต้มในน้ำที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เกี่ยวเส้นใยออกมารวมกันหลายๆ เส้น การสาวต้องเริ่มต้นจากขุยรอบนอกและเส้นใยภายในรวมกัน เรียกว่า ไหมสาวหรือไหมเปลือกครั้นสาวถึงเส้นใยภายในแล้ว เอารังไหมที่มีเส้นภายในแยกไปสาวต่างหาก เรียกว่า เส้นไหมน้อยหรือ ไหมหนึ่งผู้สาวไหมต้องมีความชำนาญและทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เมื่อเติมรังไหมลงไปอีก รังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับรังไหมเก่าได้ โดยไม่ทำให้เส้นไหมขาด

การตีเกลียว

การตีเกลียวไหมจะช่วยทำให้ผ้าที่จะทอมีความหนา หลังจากเอาไหมสองไหมสามออก ใช้ไม้คีบลักษณะคล้ายไม้พาย มีร่องกลางสำหรับคีบ เกลี่ยรังไหมกดให้เส้นไหมตีเกลียวแน่นดูเล็ก ต้องระมัดระวังและต้องอาศัยความชำนาญ และมีเทคนิคในการทำให้รังที่ต้มเกาะกันเป็นเส้นตามขนาดที่ต้องการ ทำให้เส้นไหมพันหรือไขว้กันหลายๆ รอบ แล้วพักไว้ในกระบุง ต่อจากนั้นจะนำมากรอเข้ากงแล้วนำไปหมุนเข้า อักเพื่อตรวจหาปุ่มปม หรือตัดแต่งเส้นไหมที่ไม่เท่ากันออก จึงเอาเข้าเครื่องปั่นเพื่อให้เส้นไหมแน่นขึ้น ก่อนที่จะหมุนเข้ากงอีกครั้ง เพื่อรวมเป็นไจ ซึ่งหนึ่งไจจะต้องหมุนกง 80 รอบ เรียกว่า ไหมดิบเส้นไหมดิบที่ได้จะต้องทำการชุบให้อ่อนตัว โดยนำไปชุบน้ำสบู่อ่อนๆ ประมาณ 15-20 นาที แล้วนำไปสลัดและผึ่งลมให้แห้ง โดยหมั่นกระตุกให้เส้นไหมแยกตัวเพื่อนำไปเข้าระวิงได้ จากนั้นก็กรอเส้นไหมเข้าหลอดๆ ละเส้น แล้วดึงปลายไหมแต่ละหลอดเข้าไปรวมกัน ม้วนเข้าหลอดควบตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นก็นำไปตีเกลียวประมาณ 330 รอบ ต่อความยาว 1 เมตร จากนั้นก็นำไหมไปนึ่งหรือลวก เพื่อป้องกันมิให้เกลียวเส้นไหมหมุนกลับ หลังจากนั้นก็จะชุบน้ำเย็นแล้วกรอเข้าระวิง เรียกว่า ทำเข็ดซึ่งจะทำให้เกลียวอยู่ตัว

 

การย้อมสี

การย้อมสีไหมจะต้องนำไหมดิบมาฟอกเพื่อไม่ให้มีไขมันเกาะ โดยจะใช้ด่างจากขี้เถ้าไปฟอกไหม เรียกว่า การดองไหมจะทำให้เส้นไหมขาวนวลขึ้น แล้วจึงนำไปย้อม ในสมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีแดงจากครั่ง , ผลและใบคำแสด, รากยอป่า, มะไฟป่า หรือรากของต้นเข็ม สีเหลืองจากแก่นของต้นเข สีจำปาหรือสีส้มจากดอกคำแสดหรือดอกกรรณิการ์ สีน้ำเงินจากต้นคราม สีเขียวจากเปลือกไม้มะหูด สีเขียวมะกอกจากแก่นไม้ขนุน เปลือกนนทรีและเปลือกต้นตะแบก สีไพลจากใบสัปปะรดอ่อนกับน้ำมะนาว สีน้ำตาลจะต้นหมาก สีม่วงจากต้นหว้า สีดำจากมะเกลือ , รากต้นชะพลูและสมอ แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสีธรรมชาติเริ่มหายไป เนื่องจากมีสีวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายเส้นไหมหรือผ้าไหม เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูก ทนต่อการซักคอนข้างดี การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทำให้สีของผ้างดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝ้าย วิธีย้อมคือ การนำคั้นเอาน้ำจากพืชที่ให้สีนั้นๆ ต้มให้เดือด จากนั้นนำไหมชุบน้ำให้เปียกบิดพอหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงเส้นจึงแช่ในน้ำย้อมสี นำไปผึ่งให้แห้ง จะได้ไหมสีตามต้องการ

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอและการประดิษฐ์ผ้าไหมแพรวา

เนื่องจากการทอผ้าไหมแพรวา มีหลายลำดับขั้นตอนที่ผู้ทอต้องมีทักษะและใช้ความประณีตในการทอ ทั้งยังต้องใช้อุปกรณ์หลายชนิดในการทอและประดิษฐ์ลาย

อุปกรณ์ที่สำคัญๆ ที่ต้องใช้ในการทอและประดิษฐ์ลายผ้า ดังนี้

  ฟืม เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมมีฟันหลายซี่คล้ายหวี ฟันมีทั้งที่ทำด้วยลวดหรือไม้ แต่ปัจจุบันนิยมใช้ลวดทำ กรอบสี่เหลี่ยมของฟืมมีหลายขนาด

  เขาหรือเหา คือ อุปกรณ์ที่ทำขึ้นจากเส้นด้ายที่ถักขึ้นเพื่อใช้กันไม่ให้เส้นไหมที่ผูกไว้กับหูกผ้าเลื่อนยุ่งไปมา เขาแต่ละอันจะใช้เก็บเส้นไหมไว้เขาละเส้น

  หูกทอผ้า (กี่) คือโครงสร้างที่ทำจากไม้เนื้อแข็งที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นโครงสี่เหลี่ยมข่อขข้างกว้างใหญ่ และมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคนทอผ้าที่ต้องเข้าไปนั่งข้างในขณะทอผ้าได้

นอกจากนี้ ส่วนประกอบที่เป็นโครงหูกทอผ้านั้นยังมีอุปกรณ์หรือส่วนประกอบอื่นๆประกอบด้วย

  เขาลาย หรือ ตะกอ คือเส้นด้ายยาวสีขาวที่ขึงไว้กลางหูกสอดค้ไว้ด้วยไม้ที่ใช้ทำลายขิด

ที่มา : http://swu141km.swu.ac.th/index.php/B17_%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2

 
     
 
ของดีท้องถิ่นอื่นๆ ที่น่าสนใจ
 
 
 
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สงวนสิทธิ์ 2537 Agreements

จำนวนผู้เข้าชม 0000336048